DECR Logo
DECR Logo
Visit Us

Decorear Media House Co., Ltd. 424/10 H2O Village, Kanchanaphisek Rd. Dokmai, Prawet, Bangkok 10250, Thailand

Contact Us

Interested in working with us? Tel: +66 86-358-3089

ติดต่อเรา →
Hero Background
หน้าแรก/บทความ/WooCommerce คืออะไร เปิดร้านออนไลน์บน WordPress ต้องรู้อะไรบ้าง

WooCommerce คืออะไร เปิดร้านออนไลน์บน WordPress ต้องรู้อะไรบ้าง

Decorear Media House
เขียนโดยDecorear Media House
เผยแพร่เมื่อพฤษภาคม 12, 2026
Tags
woocommerce คือ
WooCommerce คืออะไร เปิดร้านออนไลน์บน WordPress ต้องรู้อะไรบ้าง

WooCommerce คือปลั๊กอินของ WordPress ที่ออกแบบมาสำหรับเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกซื้อสินค้าและสั่งซื้อผ่านหน้าเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก พร้อมทั้งมีระบบหลังบ้านสำหรับแอดมินในการจัดการสินค้า แยกหมวดหมู่ ตรวจสอบข้อมูลการชำระเงิน และติดตามสถานะการจัดส่งสินค้าได้อย่างครบถ้วน

ถ้าคุณกำลังอยากเปิดร้านขายของออนไลน์แบบเป็นของตัวเอง ไม่ต้องฝากขายบน Marketplace ที่โดนหัก GP สูง WooCommerce เป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับธุรกิจที่อยากควบคุมระบบและไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มรายเดือน

บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักว่า WooCommerce คืออะไร มีข้อดีอย่างไร จะติดตั้งยังไง เชื่อมระบบจ่ายเงินของไทยยังไง และเหมาะกับธุรกิจแบบไหน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรเลือกใช้เปิดร้านของคุณหรือไม่

WooCommerce คืออะไร?

WooCommerce คือ Plugin ฟรีของ WordPress ที่เปลี่ยนเว็บไซต์ธรรมดาให้กลายเป็นร้านค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ลงสินค้า จัดการสต็อก รับชำระเงิน ไปจนถึงดูแลการจัดส่ง โดยคุณเป็นเจ้าของเว็บเต็มตัว ไม่มี GP หรือค่าธรรมเนียมรายเดือนเหมือน Marketplace

WooCommerce ติดตั้งฟรี 100% ใช้งานบนเว็บ WordPress ทั่วไป แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น ระบบสมาชิก ระบบจองนัด หรือ Dropshipping ก็สามารถติดตั้ง Extensions เพิ่มเติมได้ ที่สำคัญคือ คุณเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มเอง ไม่ต้องขึ้นกับนโยบายของ Marketplace หรือระบบหลังของใคร

WooCommerce คือ Plugin สำหรับ WordPress ที่ใช้สร้างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์เต็มรูปแบบและรองรับการขยายตัวของธุรกิจ

คิดง่าย ๆ WooCommerce คือการ"เสริม WordPress ให้ขายของได้" จากเว็บทำเนื้อหาธรรมดากลายเป็นเว็บร้านค้าเต็มตัว มีหน้าสินค้า รถเข็น การชำระเงิน และ Account ลูกค้า

จุดสำคัญ:

WooCommerce คือ Plugin ฟรีที่เปลี่ยนเว็บ WordPress ธรรมดาให้เป็นร้านค้าออนไลน์เต็มรูปแบบ คุณเป็นเจ้าของเว็บ 100% ไม่มีค่า GP ควบคุมระบบข้อมูลลูกค้าและยอดขายได้ทั้งหมด เหมาะมากสำหรับธุรกิจ SME ไทยที่อยากมีเว็บร้านค้าเป็นของตัวเอง

8 ข้อดีของ WooCommerce ที่ทำไมเจ้าของร้านค้าเลือก

ผู้เปิดร้านออนไลน์ไทยยุคใหม่มีทางเลือกหลากหลาย ในบรรดาแพลตฟอร์มทำเว็บร้านค้าแบบรายเดือน โดยเฉพาะ WooCommerce คือตัวเลือกอันดับต้น ๆ เหตุผลที่คนเลือกมีอยู่ 8 ข้อ มาดูว่าจุดไหนตรงกับธุรกิจของคุณบ้าง

1. ไม่มีค่า GP และค่าธรรมเนียมรายเดือน

ถ้าขายบน Marketplace คุณต้องจ่ายค่า GP 5-12% ต่อคำสั่งซื้อ บวกค่าโฆษณาโปรโมที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อให้สินค้าคุณเข้าหน้าฟีด แต่ WooCommerce คุณเป็นเจ้าของร้านเอง 100% เสียแค่ค่า hosting กับ domain และค่าธรรมเนียม Payment Gateway เท่านั้น

คำนวณง่าย ๆ คือถ้าคุณขายสินค้า 100,000 บาท/เดือน ค่า GP 10% คือ 10,000 บาท ไม่รวมค่าโฆษณา แต่ WooCommerce คุณจ่ายแค่ hosting เดือนละไม่เกิน 500-1,500 บาท บวกค่าธรรมเนียม Payment 2-3% ต่อรายการ ผลต่างคือกำไรเพิ่มขึ้นเดือนละหลายพันบาท

2. เป็นเจ้าของระบบและข้อมูลลูกค้าทั้งหมด

ข้อมูลลูกค้า ยอดขาย สินค้าที่ขายดี โค้ดส่วนลด ทุกอย่างอยู่บนเว็บหรือ server ของคุณเอง ไม่ได้อยู่บน Marketplace ถ้าวันหนึ่ง Marketplace ปิดตัว ลบร้านคุณ หรือเปลี่ยนกติกา คุณก็เสียทุกอย่างที่สร้างไว้

สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะคุณสามารถเอาข้อมูลลูกค้ามาทำ Remarketing ส่ง Email หรือ Segmentation ลูกค้า VIP ได้เอง ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายระยะยาวได้อย่างดี

3. ปรับแต่งได้ตามแบรนด์ของคุณ

คุณสามารถเลือก Theme และออกแบบหน้าร้านได้ตามความต้องการ จะใช้ Template ฟรี ซื้อ Theme Premium หรือจ้างดีไซเนอร์ออกแบบ Custom ก็ได้ ต่างจาก Marketplace ที่หน้าร้านทุกร้านเหมือนกันหมด

การมีแบรนด์ที่เป็นเอกลักษณ์ช่วยให้ลูกค้าจดจำคุณได้ง่ายขึ้น และสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว เพราะคนจำแบรนด์ได้มากกว่าร้านค้าบน Marketplace ที่หน้าตาเหมือนกันหมด

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่สร้างด้วย WooCommerce คือการพิสูจน์ว่าระบบสามารถปรับแต่งหน้าตาและ Theme ให้ตรงตามอัตลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ได้อิสระ

4. เชื่อม Payment Gateway ไทยได้ทุกเจ้า

WooCommerce รองรับ Payment Gateway ไทยทั้งที่เป็นที่นิยม เช่น Omise, 2C2P, Stripe, GB Primepay, SCB Payment Gateway รวมถึง True Money Wallet และ PromptPay คุณเลือกได้ว่าจะใช้เจ้าไหนตามความเหมาะสมของเรทค่าธรรมเนียมและประสบการณ์ของลูกค้า

นอกจากนั้น ยังรองรับการโอนเงินธนาคารแบบแมนวล พร้อมอัปโหลดหลักฐานแนบค่าโอน เหมาะกับธุรกิจที่อยากยืนยันการชำระเงินของลูกค้าก่อนส่งของ

5. จัดการ Shipping ได้ยืดหยุ่น

WooCommerce ตั้งค่าส่งได้หลากหลายแบบ เช่น คิดตามน้ำหนัก คิดตามระยะทาง คิดตามเขตปลายทาง หรือ flat rate และเชื่อมกับขนส่งไทย เช่น Kerry, Flash, J&T, ไปรษณีย์ หรือ Thailand Post ได้ผ่าน Plugin บางเจ้ายังตัดค่าขนส่งอัตโนมัติได้ด้วย

แบบนี้ลูกค้าจะเห็นค่าส่งที่คำนวณให้ทันทีตอน checkout ไม่ต้องขั้นตอนทีละเหมือนที่สั่งซื้อผ่านไลน์ และคุณก็ควบคุมกำไรจากค่าขนส่งได้เต็มที่

6. ทำระบบเป็นสมาชิก (Subscription) ได้

ถ้าคุณขายสินค้าหรือบริการแบบสมัครสมาชิก เช่น ขนมรายเดือน กาแฟรายเดือน คอร์สเรียนออนไลน์ หรือสมาชิกฟิตเนส WooCommerce มี Extension "WooCommerce Subscriptions" ที่ทำระบบเก็บเงินรายเดือนอัตโนมัติ

ระบบสมาชิกรายเดือนได้ตัดเงินเองจากบัตรเครดิตของลูกค้าโดยอัตโนมัติเลย ทำให้รายได้ของธุรกิจคาดเดาได้แน่นอนและเข้าใกล้กับ Netflix หรือ Spotify ในเวอร์ชันไทยได้

7. รองรับ SEO ได้ดีกว่า Marketplace

เว็บ WooCommerce คุณสามารถปรับ Title, Meta Description และ URL ของสินค้าแต่ละชิ้นได้ เมื่อใช้ร่วมกับ Plugin เช่น Yoast SEO หรือ Rank Math คุณจะได้หน้าสินค้าที่ติด Google Shopping, Google Search และสร้าง Organic Traffic เข้าเว็บได้ยาวนาน

ช่องทาง Organic ที่ได้จาก SEO คือรายได้ที่ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาต่อยอดขาย เมื่อเปรียบเทียบกับ Marketplace ที่คุณต้องยิง Ads เพื่อให้สินค้าขิ้นให้เห็น ระยะยาวแล้ว WooCommerce จะคุ้มค่ากว่าอย่างชัดเจน

การใช้งาน WooCommerce คือการออกแบบหน้าแสดงสินค้าและการจัดหมวดหมู่ให้ใช้งานง่ายบนมือถือด้วย Page Builder อย่าง Elementor

8. ขยายฟีเจอร์ได้ไม่จำกัด ตามการเติบโตของธุรกิจ

วันนี้คุณขายสินค้า 10 รายการ พรุ่งนี้ขาย 1,000 รายการ WooCommerce รองรับจำนวนสินค้าและ Order ได้ไม่จำกัด ยิ่งไปกว่านั้น ยังเชื่อมกับเครื่องมือการตลาดที่ไม่รู้จบ เช่น ส่งอีเมลอัตโนมัติ เชื่อม CRM หรือเชื่อมระบบบัญชีได้

จำไว้ว่าเว็บคุณขยายได้ตามธุรกิจ ไม่ต้องย้ายระบบหรือเปลี่ยน Platform ใหม่เมื่อถึงจุดที่ยอดขายเยอะขึ้น

ขั้นตอนการเปิดร้านด้วย WooCommerce

การเปิดร้าน WooCommerce ไม่ยากอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด แต่มีขั้นตอนที่ต้องอาศัยความข้าใจทางเทคนิคพอสมควร ถ้าอยากทำเองควรเตรียมเวลาไว้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือทางลัดคือจ้างมืออาชีพที่เชี่ยวชาญ

บริษัททำเว็บที่มีประสบการณ์จะช่วยให้คุณได้เว็บที่ตั้งค่าธรมดีลดปัญหาที่อาจเกิดภายหลังลงทุน

1. เตรียม Domain และ Hosting

เลือก Domain ชื่อร้านที่สั้น จำง่าย และสะท้อน brand เช่น yourshop.com และเลือก Hosting ที่รองรับ WordPress+WooCommerce โดยเฉพาะ เร็ว และมี SSL เพื่อรักษาความปลอดภัยข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้า

แนะนำ Hosting ไทยที่เร็ว เช่น ที่มี Server ในไทย โหลดหน้าเว็บค้าได้ไวกว่า และส่งผลดีกับ Google PageSpeed ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

2. ติดตั้ง WordPress และ WooCommerce Plugin

หลังแพกเกจ hosting แล้ว ให้ติดตั้ง WordPress ผ่าน cPanel หรือ Auto-installer ตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที จากนั้นเข้า Dashboard WordPress ไปที่ Plugins > Add New ค้นหา "WooCommerce" และกดติดตั้ง

ยืนยันการติดตั้ง และระบบจะนำคุณเข้าสู่ WooCommerce Setup Wizard ที่ช่วยตั้งค่าพื้นฐานทั้งหมด เช่น ที่ตั้งร้าน สกุลเงิน หน่วยน้ำหนัก และภาษี

3. ออกแบบร้านและเพิ่มสินค้า

เลือก Theme ที่รองรับ WooCommerce เช่น Astra, Flatsome, หรือ Neve แล้วใช้ Page Builder อย่าง Elementor ปรับแต่งหน้าร้านให้ตรงกับ brand ของคุณ จากนั้นไปที่ Products > Add New เพื่อใส่รูปสินค้า ราคา คำอธิบาย และสต็อก

ใส่แต่ละสินค้าให้ละเอียด รูปสวย คำอธิบายชัดเจน เพราะลูกค้าตัดสินใจซื้อจากความเชื่อมั่นเหล่านี้ ไม่เพียงแค่รูปอย่างเดียว

จุดเด่นของ WooCommerce คือความสามารถในการทำ SEO เพื่อสร้าง Organic Traffic และดันอันดับเว็บไซต์บน Google Search ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. เชื่อม Payment และตั้งค่า Shipping

เข้า WooCommerce > Settings > Payments เพื่อเชื่อมกับ Payment Gateway ที่คุณสมัคร และไปที่ Shipping เพื่อตั้งค่าขนส่งตาม เขตพื้นที่ น้ำหนัก หรือตั้ง flat rate รองรับบริษัทขนส่งของไทยทุกเจ้า

อย่าลืมตั้งค่าภาษี VAT (ถ้าจดทะเบียน) และเชื่อม Email Notification เพื่อส่งอีเมลยืนยันการสั่งซื้อให้ลูกค้าอัตโนมัติ

5. ทดสอบ ลั่นเว็บ และวางแผนการตลาด

ทดสอบเริ่มตั้งแต่การเพิ่มสินค้าลงตะกร้า การสั่งซื้อ การชำระเงิน ไปจนถึงการออกใบเสร็จรับเงิน ให้แน่ใจว่าทุกขั้นตอนทำงานได้จริง พอลั่นเว็บแล้วเปิด Google Analytics และ Facebook Pixel เพื่อเก็บข้อมูลการเข้าชม

วางแผนการยิง Ads ผ่าน Facebook, Google, TikTok หรือการยิง Remarketing ให้คนที่เคยมาเว็บ เพราะเว็บที่ไม่มีคนเข้า ไม่มียอดขาย ไม่ว่าระบบจะดีแค่ไหน

Payment Gateway ไทยที่ใช้กับ WooCommerce ได้

Payment Gateway ที่คนไทยนิยมใช้ สามารถเชื่อมกับ WooCommerce ได้ทั้งหมด แต่ละเจ้าจะคิดค่าธรรมเนียมและระยะเวลาโอนเงินไม่เท่ากัน การเลือกที่เหมาะขึ้นอยู่กับยอดขายและกลุ่มลูกค้า

Payment Gateway นอกจากเรื่องค่าธรรมเนียมแล้ว ยังต้องดูเรื่องความปลอดภัย ระบบ Anti-fraud และการ Support ของผู้ให้บริการด้วย

Gateway ค่าธรรมเนียม รองรับ
Omise 3.65% + 10 บาท บัตร, Internet Banking, True Wallet
2C2P 2.95-3.5% บัตร, QR, Alipay
GB Primepay 3.65% บัตร, ผ่อนชำระ
SCB Payment 1.95-2.65% บัตร, QR PromptPay
Stripe 3.65% + 10 บาท บัตรต่างประเทศ

Tips:

เปิด QR PromptPay เป็นทางเลือกเสริมควบคู่ เพราะค่าธรรมเนียมถูกกว่าบัตรเครดิต และลูกค้าคนไทยคุ้นเคยใช้ ถ้าตั้งคู่กันจะช่วยให้ลูกค้าที่ไม่อยากจ่ายบัตรตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

สรุป: WooCommerce เหมาะกับร้านค้าแบบไหน

WooCommerce เหมาะกับธุรกิจที่อยากควบคุมร้านค้าเป็นของตัวเอง 100% ไม่ต้องจ่ายค่า GP และอยากเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อทำการตลาดระยะยาว ถ้าคุณขายสินค้าที่มี brand ของตัวเอง หรือสินค้าที่ต้องการจัดการแบบเอง WooCommerce คือคำตอบที่คุ้มค่ากว่าการฝากขายบน Marketplace เพียงอย่างเดียว

คำแนะนำคือเริ่มจาก Plan เล็กก่อน hosting คุณภาพปานกลาง + Theme ฟรี + WooCommerce + Payment QR PromptPay เริ่มครบครันได้ภายใน 3,000-5,000 บาท แล้วค่อยอัปเกรดระบบตามยอดขายที่เติบโต หากไม่ถนัดเรื่องเทคนิค ควรจ้างทีมรับทำ WordPress+WooCommerce แทนที่จะพยายามทำเอง เพราะจะประหยัดเวลาและได้ระบบที่เริ่มขายได้เลย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q1: WooCommerce ใช้ฟรีจริงหรือไม่?

A: ตัว Plugin WooCommerce ฟรี 100% แต่คุณยังต้องเสียค่า Domain, Hosting และบาง Extensions ที่ต้องจ่ายเพิ่มเติม เช่น WooCommerce Subscriptions หรือ Bookings

Q2: WooCommerce ต่างกับ Shopify ยังไง?

A: หลัก ๆ Shopify เป็นระบบ Subscription รายเดือนแบบ hosted ไม่ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์ แต่คุณเป็นเจ้าของร้านไม่เต็มตัว เพราะ Shopify มีค่าธรรมเนียมรายเดือน ส่วน WooCommerce คุณเป็นเจ้าของ 100% ปรับแต่งได้ทุกอย่าง

Q3: รองรับกี่สินค้า?

A: โดยพื้นฐานรองรับได้ไม่จำกัด มีเว็บที่ใช้ WooCommerce ขายสินค้ากว่าหลักหมื่น SKU โดยไม่มีปัญหา แต่ต้องเลือก Hosting ให้เหมาะสม ถ้าขยายจึงระบบใหญ่ควรใช้ VPS หรือ Managed WordPress Hosting

Q4: ต้องเขียนโค้ดเองไหม?

A: โดยพื้นฐานไม่ต้อง ระบบใช้ได้ผ่าน Dashboard แบบคลิกลาก แต่ถ้าต้องการฟีเจอร์เฉพาะ เช่น ระบบจองฟิตเนส เชื่อม CRM คุณจะต้องจ้างนักพัฒนาเฉพาะทาง

Q5: ปลอดภัยแค่ไหน?

A: ปลอดภัยสูง ถ้าคุณอัปเดต Plugin สม่ำเสมอ ใช้ SSL ใช้ Hosting ที่มี firewall และติดตั้ง Plugin ด้าน security เช่น Wordfence หรือ Sucuri ปัญหาส่วนใหญ่ของการถูก hack มาจากการไม่ update ระบบมากกว่า


ถ้าคุณอยากเปิดร้านด้วย WooCommerce แต่ยังไม่ได้เริ่ม Decorear รับทำเว็บ WordPress + WooCommerce ออกแบบตาม brand ตั้งค่าระบบครบวงจร พร้อม Payment Gateway ไทย รองรับขนส่งทั้งหมด ดูแพ็คเกจ E-Commerce ได้ที่ decorear.com/wordpress

📬 Line: https://lin.ee/OO2Jdwe

💼 Website: https://decorear.com/

📂 E-mail: support@decorear.com

Share this post:

บทความน่าสนใจ

บทความทั้งหมด
© 2026 Decorear Media House. All rights reserved.
WooCommerce คืออะไร เปิดร้านออนไลน์ด้วย WordPress ปี 2569 | Decorear Media House