DECR Logo
DECR Logo
Visit Us

Decorear Media House Co., Ltd. 424/10 H2O Village, Kanchanaphisek Rd. Dokmai, Prawet, Bangkok 10250, Thailand

Contact Us

Interested in working with us? Tel: +66 86-358-3089

ติดต่อเรา →
Hero Background
หน้าแรก/บทความ/Website Audit คืออะไร? วิธีตรวจสุขภาพเว็บไซต์ก่อนเสียลูกค้าโดยไม่รู้ตัว

Website Audit คืออะไร? วิธีตรวจสุขภาพเว็บไซต์ก่อนเสียลูกค้าโดยไม่รู้ตัว

Decorear Media House
เขียนโดยDecorear Media House
เผยแพร่เมื่อตุลาคม 29, 2026
อัปเดตล่าสุดตุลาคม 29, 2026
Tags
seotechnical seoWebsite Auditตรวจเว็บไซต์
Website Audit คืออะไร? วิธีตรวจสุขภาพเว็บไซต์ก่อนเสียลูกค้าโดยไม่รู้ตัว

Website Audit คือ การตรวจสุขภาพเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ เพื่อหาปัญหาที่ทำให้ลูกค้าเข้ามาแล้วออกไปโดยไม่ติดต่อ เช่น ลิงก์เสีย เว็บโหลดช้า SSL หมดอายุ ใช้งานบนมือถือยาก ข้อมูลติดต่อเก่า หรือฟอร์มที่ส่งแล้วไม่มีใครได้รับ ปัญหาเหล่านี้มักไม่มีใครแจ้งเจ้าของเว็บ ลูกค้าแค่ปิดหน้าเว็บแล้วไปหาเจ้าอื่น

บทความนี้จะอธิบายว่า Website Audit ต่างจาก SEO Audit อย่างไร พร้อมเจาะลึก 6 ปัญหาที่อาจทำให้ธุรกิจเสียลูกค้า วิธีตรวจสอบเว็บไซต์ด้วยตัวเองทีละขั้นตอน และปัญหาใดบ้างที่ส่งผลต่อ SEO และการแสดงผลบน Google

Website Audit คืออะไร? ต่างจาก SEO Audit อย่างไร

Website Audit คือการตรวจสอบเว็บไซต์ในมุมของ การใช้งานของลูกค้าและประสิทธิภาพของเว็บไซต์โดยรวม ตั้งแต่การเปิดหน้าเว็บ ค้นหาข้อมูล ไปจนถึงการติดต่อธุรกิจ ส่วน SEO Audit เน้นตรวจสอบว่าเว็บไซต์มีปัญหาที่ส่งผลต่อการเข้าถึง การจัดทำดัชนี และการจัดอันดับบน Google หรือไม่

ทั้งสองอย่างมีส่วนที่เหมือนกัน เช่น ความเร็วเว็บไซต์และปัญหาทางเทคนิค แต่มีจุดที่แตกต่างกัน ดังนี้

ด้าน Website Audit SEO Audit
คำถามหลัก ลูกค้าใช้งานเว็บไซต์ และติดต่อธุรกิจได้สะดวกหรือไม่ Google เข้าถึง จัดทำดัชนี และจัดอันดับเว็บไซต์ได้ดีหรือไม่
สิ่งที่ตรวจ ลิงก์เสีย ความเร็ว SSL การแสดงผลบนมือถือ ข้อมูลติดต่อ และแบบฟอร์ม การจัดทำดัชนี คีย์เวิร์ด เนื้อหา ลิงก์ภายใน และ Backlinks
ผู้เกี่ยวข้อง เจ้าของธุรกิจ ฝ่ายขาย และผู้ดูแลเว็บไซต์ ทีมการตลาดและทีม SEO
ผลกระทบ หากมีปัญหา ลูกค้าอาจออกจากเว็บไซต์ หรือไม่สามารถติดต่อธุรกิจได้ เว็บไซต์อาจไม่ปรากฏในผลการค้นหา หรือมีอันดับต่ำกว่าที่ควร

พูดง่าย ๆ คือ SEO ช่วยให้ลูกค้ามีโอกาสค้นพบเว็บไซต์ ส่วน Website Audit ช่วยตรวจสอบว่าเมื่อเข้ามาแล้ว ลูกค้าสามารถใช้งานและติดต่อธุรกิจได้จริงหรือไม่ ทั้งสองด้านจึงควรทำงานควบคู่กัน

หากต้องการตรวจสอบปัญหาทางเทคนิคที่ส่งผลต่อการค้นหาโดยเฉพาะ อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Technical SEO คืออะไร

สัญญาณไหนบอกว่าเว็บไซต์ควรทำ Website Audit?

บางครั้งเว็บไซต์ก็ยังเปิดใช้งานได้ตามปกติ แต่กลับมีปัญหาที่ทำให้ลูกค้าติดต่อธุรกิจไม่ได้ หรือหาข้อมูลที่ต้องการไม่เจอ หากเว็บไซต์ของคุณมีอาการเหล่านี้ อาจถึงเวลาที่ต้องตรวจสอบแล้ว

  • มีคนเข้าเว็บต่อเนื่อง แต่แทบไม่มีใครส่งฟอร์มหรือทักมาสอบถาม
  • ลูกค้าโทรมาบอกว่าส่งข้อความผ่านเว็บไปแล้ว แต่ทีมไม่เคยเห็น
  • ลูกค้าบอกว่าหาข้อมูลบนมือถือไม่เจอ หรือกดปุ่มไม่ได้
  • เว็บไม่ได้อัปเดตมานาน หรือเพิ่งเปลี่ยนเบอร์โทร ที่อยู่ หรือย้ายโฮสติ้ง
  • เว็บเพิ่งทำใหม่ ย้ายโดเมน หรือเปลี่ยนโครงสร้าง URL

เว็บไซต์ควรทำ Website Audit

6 ปัญหาที่ทำให้เว็บไซต์เสียลูกค้าโดยไม่รู้ตัว และวิธีตรวจเอง

เว็บไซต์ที่ยังเปิดได้ตามปกติไม่ได้หมายความว่าทุกส่วนทำงานได้ดีเสมอไป บางปัญหาอาจเกิดขึ้นเฉพาะบางหน้า บางอุปกรณ์ หรือเฉพาะตอนลูกค้าพยายามติดต่อธุรกิจ ลองตรวจสอบ 6 จุดต่อไปนี้ เพื่อดูว่าเว็บไซต์ของคุณมีปัญหาหรือไม่

1. ลิงก์เสียและหน้า 404

หน้า 404 คือหน้าที่ขึ้น เมื่อลูกค้ากดลิงก์แล้วไม่พบหน้าปลายทาง มักเกิดจากการลบหน้า เปลี่ยน URL หรือพิมพ์ลิงก์ผิด ลูกค้าที่กดปุ่ม “ดูบริการ” แล้วเจอหน้าว่าง ส่วนใหญ่จะไม่ลองหาต่อ

วิธีตรวจ: กดทุกเมนูและปุ่มสำคัญในหน้าแรกและหน้าบริการด้วยตัวเอง จากนั้นเปิด Google Search Console ดูรายงานหน้า (Pages) ในหัวข้อไม่พบหน้า (Not found 404)

วิธีแก้: ถ้าหน้าย้ายไปที่ใหม่ ให้ตั้ง Redirect แบบ 301 ไปยังหน้าที่ถูกต้อง ถ้าหน้านั้นไม่มีแล้วจริง ๆ ให้แก้ลิงก์ในเว็บที่ยังชี้ไปหน้านั้นออก

2. เว็บโหลดช้า

เว็บที่โหลดช้า ทำให้ลูกค้าปิดหน้าไปก่อนจะเห็นเนื้อหา สาเหตุที่พบบ่อย คือรูปภาพขนาดใหญ่เกินไป ปลั๊กอินเยอะเกินจำเป็น หรือ Hosting ที่รองรับผู้ใช้ไม่พอ

วิธีตรวจ: ใช้ PageSpeed Insights ของ Google ทดสอบหน้าแรกและหน้าบริการ Google แนะนำค่า Core Web Vitals ที่ดีไว้ว่า เนื้อหาหลัก (LCP) ควรแสดงภายใน 2.5 วินาที การตอบสนองเมื่อกด (INP) ควรต่ำกว่า 200 มิลลิวินาที และหน้าไม่ควรขยับไปมาระหว่างโหลด (CLS ต่ำกว่า 0.1) (ที่มา: Google Search Central)

วิธีแก้: ย่อขนาดรูปก่อนอัปโหลด ลบปลั๊กอินที่ไม่ได้ใช้ และพิจารณา Hosting ที่เหมาะกับปริมาณผู้เข้าชม อ่านเพิ่มเติมเรื่อง การเลือก WordPress Hosting

3. SSL หมดอายุ

SSL คือใบรับรองที่ทำให้เว็บใช้ HTTPS ได้ ถ้าใบรับรองหมดอายุหรือติดตั้งไม่ถูกต้อง เบราว์เซอร์จะขึ้นคำเตือนว่าเว็บไม่ปลอดภัย ลูกค้าส่วนใหญ่จะไม่กล้ากรอกข้อมูลหรือกดเข้าต่อ

วิธีตรวจ: เปิดเว็บแล้วดูไอคอนหน้า URL ในแถบที่อยู่ของเบราว์เซอร์ กดเพื่อดูรายละเอียดใบรับรองและวันหมดอายุ ตรวจทั้งแบบมี www และไม่มี www

วิธีแก้: ตั้งค่าให้ต่ออายุ SSL อัตโนมัติกับผู้ให้บริการ Hosting และจดวันหมดอายุไว้ในปฏิทินกันลืม ถ้าบางหน้ายังขึ้นคำเตือน อาจเป็นเพราะรูปหรือไฟล์บางส่วนยังโหลดผ่าน HTTP

4. ใช้งานบนมือถือยาก

ลูกค้าหลายคนเข้าชมเว็บไซต์ผ่านมือถือ หากตัวหนังสือล้นจอ ปุ่มกดยาก หรือเมนูใช้งานไม่ได้ ก็อาจทำให้หาข้อมูลไม่สะดวกและออกจากเว็บไซต์ไปก่อนติดต่อธุรกิจ

วิธีตรวจ: เปิดเว็บไซต์บนมือถือทั้ง iPhone และ Android แล้วลองใช้งานเหมือนลูกค้าจริง เช่น ค้นหาบริการ กดโทร และกรอกแบบฟอร์ม นอกจากนี้ ยังใช้ Lighthouse ใน Chrome ตรวจสอบประสิทธิภาพและปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการแสดงผลได้ โดย Google

วิธีแก้: ปรับขนาดตัวอักษรและปุ่มให้เหมาะกับหน้าจอ จัดวางเมนูให้ใช้งานง่าย และทำให้ช่องทางติดต่อมองเห็นได้สะดวก หากต้องการให้เว็บไซต์แสดงผลได้เหมาะสมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ อ่านเพิ่มเติมเรื่อง Responsive Design

5. ข้อมูลติดต่อไม่อัปเดต

เบอร์โทรที่เลิกใช้ LINE ที่ไม่มีใครตอบ หรือที่อยู่เก่าที่ยังค้างอยู่บนเว็บ ทำให้ลูกค้าที่ตั้งใจจะติดต่อแล้วติดต่อไม่ได้ ซึ่งเป็นลูกค้าที่เสียไปแบบน่าเสียดายที่สุด

วิธีตรวจ: ตรวจสอบข้อมูลติดต่อให้ครบทุกจุด ทั้งส่วนหัวและท้ายเว็บไซต์ หน้าติดต่อ และหน้าบริการ จากนั้นลองโทรและส่งข้อความผ่าน LINE จริง พร้อมตรวจสอบว่าข้อมูลบนเว็บไซต์ตรงกับ Google Business Profile หรือไม่

วิธีแก้: อัปเดตข้อมูลติดต่อทุกจุดที่เกี่ยวข้อง และกำหนดผู้รับผิดชอบให้ชัดเจนเมื่อมีการเปลี่ยนเบอร์โทร ที่อยู่ หรือช่องทางติดต่อ เพื่อไม่ให้ข้อมูลเก่าค้างอยู่บนเว็บไซต์

6. ฟอร์มส่งแล้วไม่มีใครได้รับ

บางครั้งลูกค้ากรอกแบบฟอร์มและเห็นข้อความว่าส่งสำเร็จ แต่ข้อมูลกลับไม่ถึงทีมงาน ทำให้ธุรกิจพลาดโอกาสในการติดต่อลูกค้ากลับ ปัญหานี้อาจเกิดจากการตั้งค่าส่งอีเมลผิดพลาด อีเมลถูกกรองไปอยู่ในกล่องสแปม หรือที่อยู่อีเมลผู้รับไม่เป็นปัจจุบัน

วิธีตรวจ: ทดลองกรอกแบบฟอร์มบนเว็บไซต์ด้วยข้อมูลทดสอบ แล้วตรวจสอบว่าอีเมลแจ้งเตือนถึงผู้รับหรือไม่ รวมถึงเช็กกล่องสแปม และตรวจดูว่าข้อมูลที่ส่งถูกบันทึกไว้ในระบบหรือไม่ หากเว็บไซต์มีหลายฟอร์ม ควรทดสอบให้ครบทุกฟอร์ม

วิธีแก้: ตรวจสอบการตั้งค่าส่งอีเมลและแก้ไขให้ส่งถึงผู้รับได้ตามปกติ อาจเพิ่มช่องทางแจ้งเตือนสำรอง เช่น ส่งข้อมูลไปยัง LINE ของทีมขาย (ดู การเชื่อมเว็บไซต์กับ LINE) และตั้งค่า Key Event ใน Google Analytics 4 เพื่อติดตามการส่งฟอร์มที่สำเร็จ

ฟอร์มส่งแล้วไม่มีใครได้รับ

ข้อควรระวัง: การตั้งค่า Key Event ใน GA4 ช่วยติดตามพฤติกรรมการส่งฟอร์ม แต่ไม่ได้ยืนยันว่าอีเมลส่งถึงทีมงานแล้ว จึงควรทดสอบทั้งระบบรับข้อมูลและระบบแจ้งเตือนแยกกันด้วย

ปัญหาไหนที่มีผลกับ SEO ด้วย?

ปัญหาเว็บไซต์ไม่ได้ส่งผลต่ออันดับ Google ทุกข้อ บางอย่างกระทบ SEO โดยตรง ขณะที่บางอย่างส่งผลต่อการใช้งานและการติดต่อของลูกค้าเป็นหลัก

ปัญหา ผลต่อลูกค้า ผลต่อ SEO
เว็บโหลดช้า ลูกค้าอาจออกจากเว็บ เกี่ยวข้องกับ Core Web Vitals
ใช้งานบนมือถือยาก หาข้อมูลและติดต่อไม่สะดวก Google ใช้เนื้อหาเวอร์ชันมือถือเป็นหลัก
SSL หมดอายุ ลูกค้าอาจไม่มั่นใจ HTTPS เป็นสัญญาณจัดอันดับ
หน้า 404 กดลิงก์แล้วไม่พบหน้า โดยทั่วไปไม่กระทบ SEO หากเป็น 404 ที่ถูกต้อง
ข้อมูลติดต่อเก่า ลูกค้าติดต่อไม่ได้ ไม่ใช่ปัจจัยจัดอันดับโดยตรง
ฟอร์มส่งไม่ได้ ธุรกิจพลาดโอกาสรับลูกค้า โดยทั่วไปไม่กระทบอันดับโดยตรง

Google ระบุว่าหน้า 404 ที่ถูกต้องไม่ส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการค้นหาโดยทั่วไป (Google Search Console Help) ส่วน HTTPS เป็นหนึ่งในสัญญาณจัดอันดับของ Google (Google Search Central)

ควรทำ Website Audit บ่อยแค่ไหน?

ความถี่ในการตรวจเว็บไซต์ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลง และความสำคัญของแต่ละระบบ โดยแบ่งตรวจได้ดังนี้

  • ทุกเดือน: ทดสอบฟอร์มติดต่อ เบอร์โทร LINE และตรวจสอบวันหมดอายุ SSL
  • ทุก 3 เดือน: ตรวจความเร็วเว็บไซต์ การใช้งานบนมือถือ และรายงานหน้า 404 ใน Google Search Console
  • หลังปรับปรุงเว็บไซต์: ตรวจซ้ำหลังอัปเดตธีมหรือปลั๊กอิน ย้ายโฮสติ้ง เปลี่ยนโดเมน หรือแก้ไขข้อมูลบริษัท

สรุป

Website Audit ช่วยให้เจ้าของธุรกิจตรวจพบปัญหาที่อาจทำให้ลูกค้าใช้งานเว็บไซต์ไม่สะดวก ติดต่อไม่ได้ หรือออกจากเว็บไปก่อนตัดสินใจซื้อ ตั้งแต่ลิงก์เสีย เว็บไซต์โหลดช้า ไปจนถึงแบบฟอร์มที่ส่งข้อมูลไม่สำเร็จ

การตรวจเว็บไซต์เป็นประจำช่วยให้พบปัญหาและแก้ไขได้เร็วขึ้น โดยควรตรวจทั้งด้านการใช้งานของลูกค้าและ SEO ควบคู่กัน เพื่อให้เว็บไซต์ไม่เพียงแค่มีคนเข้าชม แต่ยังพร้อมให้ข้อมูลและรองรับการติดต่อจากลูกค้าได้จริง

FAQ

Q1: Website Audit กับ SEO Audit ต่างกันอย่างไร?

A: Website Audit ตรวจว่าลูกค้าใช้งานเว็บไซต์ และติดต่อธุรกิจได้จริงหรือไม่ ส่วน SEO Audit ตรวจว่า Google เข้าถึงและจัดอันดับเว็บได้ดีหรือไม่

Q2: ทำ Website Audit เองได้ไหม?

A: ได้ ส่วนใหญ่ตรวจได้ด้วยการลองใช้เว็บไซต์เอง ร่วมกับเครื่องมือฟรีอย่าง Google Search Console และ PageSpeed Insights แต่การแก้ไขปัญหาบางเรื่อง เช่น ความเร็วหรือการตั้งค่าส่งอีเมลของฟอร์ม อาจต้องให้ผู้ดูแลเว็บไซต์เป็นผู้แก้ไข

Q3: หน้า 404 ทำให้อันดับใน Google ตกไหม?

A: Google ระบุว่าโดยทั่วไปหน้า 404 ไม่กระทบอันดับของเว็บ แต่ถ้าเป็นลิงก์ที่ลูกค้าใช้บ่อย เช่น เมนูหรือปุ่มบริการ ควรแก้ทันทีเพราะทำให้เสียลูกค้า

Q4: ควรทำ Website Audit บ่อยแค่ไหน?

A: ตรวจฟอร์ม ข้อมูลติดต่อ และ SSL ทุกเดือน ตรวจความเร็วและการใช้งานบนมือถือทุก 3 เดือน และตรวจทุกครั้งหลังอัปเดตเว็บ ย้ายโฮสติ้ง หรือเปลี่ยนโดเมน

Q5: รู้ได้อย่างไรว่าฟอร์มบนเว็บยังทำงานอยู่?

A: วิธีที่แน่นอนที่สุด คือทดสอบส่งเองแล้วเช็กว่าทีมได้รับจริง และตั้ง Key Event ใน Google Analytics 4 เพื่อดูจำนวนการส่งฟอร์ม ถ้าตัวเลขลดลงผิดปกติ ให้ตรวจทันที


หากต้องการตรวจสอบเว็บไซต์ทั้งด้านการใช้งานและ SEO ทีม Decorear พร้อมช่วยวิเคราะห์ปัญหา หาจุดที่อาจทำให้ธุรกิจเสียโอกาสในการได้ลูกค้า และวางแผนปรับปรุงตามลำดับความสำคัญ ดูรายละเอียด บริการ SEO และ บริการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์


นัดคุยปรึกษาฟรีได้ที่

📬 Line: https://lin.ee/OO2Jdwe

💼 Website: https://decorear.com/

📂 E-mail: support@decorear.com

Share this post:

บทความน่าสนใจ

บทความทั้งหมด
DECR footer background
© 2026 Decorear Media House. All rights reserved.
DECR footer decorative graphicDECR logo